4G เครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ


ขณะที่ปัจจุบันนี้ระบบเครือข่าย 3G ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ลงตัว แต่ทว่าในต่างประเทศ หลายๆ ประเทศเริ่มวิ่งเข้าสู่โครงข่ายการสื่อสารข้อมูล 4G หรือ 4th Generation กันแล้ว

แล้วโครงข่ายการสื่อสารข้อมูล 4G คืออะไร หรือเร็วแค่ไหนกัน?

เทคโนโลยี 4G เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (3D หรือ three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง

นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีก เครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที

4G หรือ 4th Generation เป็นโครงข่ายการสื่อสารข้อมูลที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้จุดบอดของ 3G โครงข่ายโทรศัพท์มือถือซึ่งหลายประเทศให้ความสำคัญเพราะถือว่าเป็นกลยุทธ์ ตัวหนึ่งที่สงเสริมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมากับการที่ต้องติดต่อกันเช่น อุปกรณ์สื่อสาร ความบันเทิงรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั้งการศึกษา เนื่องจาก 4G มีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลและ Bandwidth ที่กว้าง ขึ้นทั้งยังจะผสานระบบ Bio Matrix เพื่อให้ช่วยรองรับการพิสูจน์อัตลักษณ์ ที่ให้ การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบเครือข่ายมีความปลอดภัยสูงขึ้น

4G โดยรวมแล้วให้ประโยชน์อะไร?
- สนับสนุนการให้บริการมัลติมีเดียในลักษณะที่สามารถโต้ตอบได้ เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย และ เทเลคอนเฟอเรนซ์ เป็นต้น
- มีแบนด์วิทกว้างกว่า สามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็ว (bit rate) สูงกว่า 3G
- ใช้งานได้ทั่วโลก (global mobility) และ service portability
- ค่าใช้จ่ายถูกลง
- คุ้มค่าต่อการลงทุนด้านโครงข่าย

สำหรับประเทศที่ก้าวเข้าสู่ 4G ให้ใช้กันเรียบร้อยแล้วก็มี ประเทศเอสโตเนีย แถบยุโรปเหนือ ประเทศสวีเดน, นอร์เวย์, เดนมาร์ก, และฟินแลนด์

ที่มา: tvwaimun
Read rest of entry

แท็บเล็ตรุ่นใหม่ Samsung Galaxy Tab 2

มาแล้ว ปล่อยกันออกมาให้เห็นกันแล้วกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่จากซัมซุง ในตระกูล Galaxy Tab มาคราวนี้เป็นแท็บเล็ต Samsung Galaxy Tab 2 ที่มาพร้อมกับหน้าจอสองขนาด คือ หน้าจอขนาด 7 นิ้วและหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว


โดย Samsung Galaxy Tab 2 ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับซีพียูแบบ Dual-Core ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich และรองรับ 3G+Wi-Fi เป็นแท็บเล็ตที่สามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้ด้วย

ซีพียูแบบ Dual-Core ความเร็ว 1GHz, แรม 1GB
หน่วยความจำในตัวเครื่อง 3 ขนาด คือ 8GB, 16GB และ 32GB
รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอก microSD สูงสุด 64GB
หน้าจอ PLS TFT ขนาด 7 นิ้ว WSVGA ความละเอียด 1024x600 พิกเซล
ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich
กล้องถ่ายภาพด้านหลังความละเอียด 3 ล้านพิกเซล กล้องถ่ายภาพด้านหน้าแบบ VGA
รองรับการถ่ายวีดีโอแบบ Full HD 1080p
การเชื่อมต่อ Bluetooth 3.0, USB 2.0, Wi-Fi 802.11 b/g/n และ Wi-Fi Direct
สามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้
แบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh
น้ำหนัก 344 กรัม
ราคาประมาณ 12,900 บาท




ซีพียูแบบ Dual-Core ความเร็ว 1GHz, แรม 1GB
หน่วยความจำในตัวเครื่อง 3 ขนาด คือ 8GB, 16GB และ 32GB
รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอก microSD สูงสุด 32GB
หน้าจอ PLS TFT ขนาด 10.1 นิ้ว WSVGA ความละเอียด 1280x800 พิกเซล
จอกันรอยแบบ Gorilla Glass
ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich
กล้องถ่ายภาพด้านหลังความละเอียด 3 ล้านพิกเซลและกล้องถ่ายภาพถ่ายด้านหน้าแบบ VGA
รองรับการถ่ายวีดีโอแบบ HD 720p
การเชื่อมต่อ Bluetooth 3.0, USB 2.0, Wi-Fi 802.11 b/g/n และ Wi-Fi Direct
สามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้
แบตเตอรี่ความจุ 7,000 mAh
น้ำหนัก 588 กรัม
ราคาประมาณ 15,900 บาท
Read rest of entry

อัลตร้าบุ๊กแบบไฮบริด หรูหราสไตล์ Intel


ตลาดแท็บเล็ตโตวันโตคืน และหลายๆ คนน่าจะคาดการณ์กันได้แล้วว่าเทรนด์ต่อไปอาจจะเห็นเครื่องโน้ตบุ๊กน้อยลง มันคงจะมีการจับเอารูปแบบการทำงานของเครื่องแท็บเล็ต และโน้ตบุ๊กเข้ามาผสมรวมกัน

Intel Cove Point Ultrabook Hybrid เครื่องอัลตร้าบุ๊กแบบไฮบริดใหม่ของ Intel ออกแบบได้ตามเทรนด์ใหม่ที่ตัวเครื่องออกแบบมาในรูปแบบสไลด์ได้ มีคีย์บอร์ดอยู่ด้านล่างของหน้าจอ สไดล์ออกมาจากที่เป็นเครื่องหน้าตาแผ่นๆ เหมือนแท็บเล็ตปกติ ก็จะกลายเป็นเครื่องรูปร่างเหมือนโน้ตบุ๊กมีคีย์บอร์ดพร้อมใช้งานได้ขึ้นมาทันที และอาจแถมมาด้วยรูปแบบแอ็พพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เปลี่ยน ประยุกต์การใช้งาน ตามแบบตัวเครื่องที่รับการออกแบบใหม่นี้

ก็ต้องรอดูกันต่อจากนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าราคาจะประมาณเท่าไหร่ ท่าไม่เกิน 30,XXX บาทก็พอจะรับได้




Read rest of entry

Acamar Transformer โน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก แท็บเล็ตในตัวเดียว


แท็บเล็ตที่เอามาให้ดูกันวันนี้จะเป็นของ Acamar ชื่ออาจไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะรู้กัน ว่ามียี่ห้ออีกเยอะแยะมากมายที่ไม่ได้โด่งดังเป็นอันดับโลก แต่ก็เกิดขึ้นมาใหม่ทุกหัวระแหง และพยายามประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณที่หาไม่ได้กับยี่ห้อดังๆทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงไม่ใช่ยี่ห้อมาจากไหน นอกจากประเทศจีนนั่นเอง

The Acamar Transformer Windows Netbook เป็นเน็ตบุ๊กอีกตัวนึงที่มีชื่อเรียกว่า hybrid หรือก็คือเครื่องที่สามารถแปลงสภาพให้เป็นได้ทั้งเครื่องโน้ตบุ๊ก/เน็ตบุ๊ก และแท็บเล็ตในตัวเดียวกัน ตัวเครื่องเป็นขนาด 8.9 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 600 พิกเซล หน้าจอสามารถหมุนได้ เพื่อแปลงเครื่องเป็นแท็บเล็ต CPU ด้านในตัวเครื่องก็ใช้เป็น Intel Atom N450 1.6GHz แบบ single core ลงระบบ Windows 7 มาให้พร้อมด้วย มีแรมมาให้ 2GB และฮาร์ดดิสก์ 120GB มี WiFi, Bluetooth, USB 2.0 มาให้ 2 ช่อง, ช่องต่อ VGA และ Ethernet และในเวลาที่อยู่ในโหมดของแท็บเล็ต ก็จะสามารถใช้งาน G-sensor และ multi-touch ได้

ขนาดตัวเครื่องวัดได้ 10.2 x 5.7 x 1 นิ้ว และน้ำหนัก 1 กิโลกรัม และที่น่าสนใจอีกอย่างนึงก็คือ ในโหมดการใช้งานเป็นเครื่องเน็ตบุ๊ก ตัวเครื่องจะไม่มีทัชแพดมาให้ อาจะเพราะว่าต้องทำออกมาให้พอดีกับการเป็นเครื่องแท็บเล็ตด้วย เลยต้องทำการลดพื้นที่ลง แต่ว่าก็แทนที่ทัชแพดมาให้ด้วย optical sensor ที่สามารถใช้นิ้วเลื่อนได้เหมือนกันกับในเครื่องมือถือ BlackBerry แบตเตอรี่ที่ให้มาก็จะเป็นขนาดความจุ 3000mAh ที่สามารถให้ใช้งานได้นานราว 2.4 ชั่วโมง และมาพร้อมราคา 460 เหรียญ (14,xxx บาท)




Read rest of entry

iPad 3 มีอะไรใหม่บ้าง


สำหรับใครหลายๆ คนนั้น ไม่รู้ว่า iPad เป็นแท็บเล็ทที่ดีที่สุดในตอนนี้หรือเปล่า แต่บรรดาเหล่าสาวกแอปเปิ้ลตั้งหน้าตั้งตารอกันมานาน แล้ว ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวแท็บเล็ต iPad รุ่นใหม่ ออกมาให้ชื่นชมกันเสียทีกับ The New iPad (iPad 3) และแน่นอนว่า iPad รุ่นใหม่ตัวนี้ มาพร้อมคุณสมบัติที่เรียกว่าไม่ทำให้ผิดหวัง สมกับที่ใครหลายคนตั้งตารอกันอย่างแน่นอน



Apple ผู้ผลิตเทคโนโลยีตระกูล i ได้เปิดตัวแท็บเล็ต iPad 3 ออกมารูปร่างคล้ายกับ iPad 2 แทบจะทุกประการ ต่างก็แต่หน้าจอแบบ Retina Display ที่มีความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 2048 x 1536 พิกเซล ซึ่งชัดกว่า iPad 2 ถึง 4 เท่า และละเอียดกว่าความละเอียดระดับ HDTV


ส่วนหน่วยประมวลผลนั้น ใช้ชิพ Apple A5X ซึ่งเป็นชิพเซ็ทแบบ Dual-core Processor และระบบประมวลผลภาพ หรือ GPU นั้น เป็นชิพเซ็ทระดับ Quad-core Processor

กล้องที่ชัดมากกว่าเดิม ด้วยการพัฒนาความละเอียดของกล้องด้านหลังให้ อยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล ซึ่งสามารถบันทึกวิดีโอแบบ Full HD ได้สบาย และเลนส์เป็นเซ็นเซอร์แบบ Backside illumination sensor ที่ให้ภาพที่คมชัดไม่ว่าจะอยู่ในภาวะแสงจ้าหรือแสงน้อยก็ตาม แถมยังมีแอพพลิเคชั่นภาพถ่าย iPhoto ให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภาพถ่ายได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส งานนี้ไม่ต้องใช้ทักษะด้านโฟโต้ชอปเลยก็สามารถทำได้




ด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น iPad 3 ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับเครือข่าย 4G LTE ที่สามารถดาวน์โหลดได้เร็วถึง 73 Mbps และยังรองรับเครือข่าย GSM/UMTS ที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลก และที่โดดเด่นมาก ๆ ก็คือ มันสามารถใช้เป็น Hot Spot ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว โดยสามารถเชื่อมต่อได้ผ่านทาง Wi-Fi, Bluetooth หรือ USB

และอีกอย่างที่น่าสนใจสำหรับ iPad 3 คือ ฟังก์ชั่น Dictation ที่จะทำหน้าที่พิมพ์แทนผู้ใช้ โดยมีวิธีใช้งานง่ายๆ เพียงแค่ผู้ใช้กดปุ่ม Dictation แล้วพูด ระบบก็จะทำการพิมพ์ให้โดยอัตโนมัติ (น้องๆ Siri หรือเปล่านะ)


iPad 3 สนนราคา ใกล้เคียงกับ iPad 2 คือ
รุ่น Wi-Fi : 16GB ราคา 15,900 บาท, 32 GB ราคา 18,900 บาท, และ 64 GB ราคา 21,900 บาท
รุ่น Wi-Fi + 4G : 16GB ราคา 19,900 บาท, 32 GB ราคา 22,900 บาท, และ 64 GB ราคา 25,900 บาท


สุดท้าย สำหรับใครที่อยากสัมผัสเทคโนโลยี iPad 3 จะต้องรอกันนานสักหน่อย เพราะทาง Apple ไม่มีการกำหนดวันจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ขณะที่ในประเทศแถบยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นและสิงคโปร์นั้น มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 16 มีนาคมนี้


Read rest of entry
 

About Me

Followers

Product Suggest

Popular Posts